วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิกฤตการณ์โลกร้อน

นานเท่าไหร่ที่คนเราไม่ยอมมองย้อนกลับมาดูตัวเอง กลับมามองดูว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้างในแต่ลัววินาที แต่ละชั่วโมง แต่ละวัน

ถ้าทุก ๆ คนลองมองย้อนดูตัวเอง ย้อนถามตัวเองว่าในแต่ละวันเราทำอะไรลงไปบ้าง โลกของเราจะไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความวุ่นวายเหมือนกับทุกวันนี้ ทุก ๆ ครั้งที่เกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของโลกก็ตาม มนุษย์ทุกคนจะไม่เคยโทษตัวเองก่อนเลย จะหาว่าสิ่งนู้นผิด สิ่งนี้ผิด แต่ตัวเองไม่เคยผิด



ทุกวันนี้โลกของเราเกิดวุ่นวายไปหมด ทั้งเกิดจากความโลภของมนุษย์ และเกิดจากภัยธรรมชาติ แต่สิ่งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ มิได้มาจากการลิขิตของธรรมชาติ แต่มาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งนั้น ซึ้งเป็นการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม

การกระทำทางตรงที่มนุษย์ได้กระทำ ก็อย่างเช่น การตัดไม้ ที่ทำเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ที่จะนำเอาไปทำนู้น ทำนี้ หรือจะเป็นการเผาป่า ก็เช่นกัน เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์

การกระทำทางอ้อม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ อาจจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทุกคนไม่ได้กระทำ เพราะกิจวัตรประจำวันของทุกคนที่ดำเนินอยู่ในทุกๆวัน ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการทำร้าย และทำลายธรรมชาติทั้งสิ้น เช่น ระหว่างการนอน ถ้าคุณเปิดเครื่องรับอากาศ นั้นก็แสดงว่าคุณได้ทำร้ายโลกแล้ว และยิ่งแย่ไปกันใหญ่ถ้าคุณเปิดเครื่องปรับอากาศ ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส หรือการกระทำหมู่ อย่างเช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยมลพิษออกมายังไม่หยุดไม่สิ้น และเป็นสาเหตุหลักที่โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด



สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กน้อย ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายทีมนุษย์ทุกคนยังไม่ได้รับรู้ว่า โลกของเรากำลังจะโดนกระทำอะไรอีกมากมาย หรือบางอย่างทุกคนก็รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ร่วมกันแก้ไข



"เมื่อไหร่เล่าที่ทุกคนจะหันหน้ามาร่วมกันแก้ไข ให้โลกของเราหมดซึ่งปัญหาต่างๆนานา"

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

มลพิษทางอากาศ

ภาวะมลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3) ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นแผนภูมิความสัม มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3) ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นลำดับความสัมพันธ์ดังนี้

แหล่งสารพิษ (Emission sources)-> บรรยากาศ(Atmospere) ->ผู้รับผลกระทบ(Receptors)
1) แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ (Emission Sources)เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู๋กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ
(2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere)เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ
(3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors)เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส
จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง

ผลกระทบจากฝนกรด

ผลกระทบที่มีต่อดิน
ฝนกรดจะทำการละลายและพัดพาปุ๋ยและสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของต้นไม้ไป นอกจากนี้แล้วอาจจะยังละลายสารพิษอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในดิน เช่นอะลูมิเนียม (aluminum: Al) และปรอท (mercury: Hg) โดยพัดพาสารเหล่านี้ลงไปในแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดอันตรายกับระบบนิเวศน์ในน้ำต่อไป

ผลกระทบที่มีต่อต้นไม้
นอกจากต้นไม้จะได้รับผลกระทบจากการที่สารอาหารในดินถูกชะล้างไปแล้ว ฝนกรดเหล่านี้ยังเป็นอันตรายต่อใบของพืชด้วย โดยการกัดกร่อนใบ ทำให้เกิดรูโหว่ ทำให้พืชขาดความสามารถในการผลิตอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis: ความสามารถในการสร้างอาหารของพืชโดยใช้น้ำ ออกซิเจน และแสงเป็นวัตถุดิบ) นอกจากนี้แล้วเชื้อโรคต่าง ๆ อาจทำอันตรายกับพืชได้โดยเข้าผ่านทางแผลที่ใบ ทำให้ต้นไม้อ่อนแอต่อสภาวะอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความเย็น หรือความแห้งแล้ง

ผลกระทบต่อการเกษตร
สำหรับปัญหากับพืชผลทางการเกษตรถือได้ว่าน้อยกว่าที่พืชในป่าทั่วไปได้รับ เพราะโดยทั่วไปปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรมีความสามารถในการรองรับกรดได้มากกว่าปกติเล็กน้อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรตรวจตราสภาพของดินอย่างสม่ำเสมอ หากบางพื้นที่ประสบปัญหาสภาพดินเป็นกรด สามารถเติมปูนขาวลงไปในดินเพื่อให้เกิดสมดุลได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ การเจริญเติบโตของพืชจะไม่ออกมาเป็นไปตามธรรมชาติจะมีการขยายพันธ์ที่รวดเร็วเกินไปเป็นจำนวนมากคล้ายกับห่วงโซ่อาหาร

ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ
เมื่อฝนกรดตกลงมาและถูกดูดซึมลงสู่แหล่งน้ำต่าง ๆ ได้โดยง่าย น้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติทั่วไป มักเป็นกรดอ่อน ๆ หรือเบสอ่อน ๆ โดยค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 6 – 8 อย่างไรก็ตามฝนกรดอาจทำให้ค่า pH ในแหล่งน้ำบางแหล่งลดลงต่ำกว่านั้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำนั้น ๆ รวมไปถึงความสามารถในการละลายออกซิเจนในน้ำที่ลดน้อยลง เมื่อน้ำไม่สามารถละลายออกซิเจนไว้ได้ สิ่งมีชีวิตใต้น้ำก็ไม่สามารถหายใจได้ตามปกติจึงต้องล้มตายไป ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงกับระบบนิเวศน์ โดยสิ่งมีชีวิตทั่วไปจะเริ่มล้มตายเมื่อค่า pH เริ่มลดลงต่ำกว่า 6.0 ไข่ปลาจะไม่สามารถฟักออกเป็นตัวได้เมื่อค่า pH ลดลงถึง 5.0 และเมื่อใดก็ตามที่ค่า pH ของน้ำลดลงต่ำกว่า 4.5 แหล่งน้ำนั้นจะไม่สามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ได้อีก
สัตว์บกเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากแหล่งน้ำที่เป็นกรด หอยทากที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่เป็นกรดจะเกิดปัญหากับเปลือกหอยของมัน ทำให้เปลือกไม่แข็งแรง และเมื่อนกกินหอยทากเหล่านี้เข้าไป ส่งผลให้นกขาดสารแคลเซียม ก่อให้เกิดปัญหาเปลือกไข่บางในนกบางชนิดอีกด้วย
ผลกระทบที่มีต่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์
ฝนกรดอาจทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปูนที่ถูกฝนกรดละลายออกมา ทำให้เกิดความเสียหายที่ยากจะซ่อมแซมได้ในบางกรณี ซึ่งสิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในการปกป้องสิ่งปลูกสร้างเก่า ๆ และสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เช่น วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) เป็นต้น
ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์
แหล่งน้ำที่เป็นกรดไม่ก่อให้เกิดปัญหากับมนุษย์เท่าไรนัก ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะว่ายน้ำในทะเลสาบที่เป็นกรด แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเป็นกรดของน้ำ หากแต่เป็นเพราะสารพิษที่ละลายมาจากดินลงสู่แหล่งน้ำต่างหาก ในสวีเดน มีทะเลสาบมากกว่าหนึ่งหมื่นแห่งที่ได้รับผลกระทบจากฝนกรด ทำให้มีสารปรอทละลายอยู่เป็นจำนวนมาก ประชาชนบริเวณแถบนั้นได้รับการเตือนโดยทางการไม่ให้รับประทานปลาที่จับมาจากแหล่งน้ำเหล่านั้น
สำหรับในอากาศ กรดเหล่านี้อาจรวมตัวกับสารเคมีอื่น ๆ ก่อให้เกิดหมอกควันที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและทำให้หายใจได้ลำบาก โดยเฉพาะกับคนที่มีโรคหอบหืด หรือโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ อยู่แล้ว อาการอาจกำเริบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

ฝนกรดคืออะไร

What is acid rain?
ฝนกรด (ภาษาอังกฤษ: acid rain) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเกิดเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดมาจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไปของมนุษย์ โดยฝนกรดก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ต่อสภาพแวดล้อมมากมาย
ฝนกรดเป็นผลมาจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide: SO2) และไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogen oxide: NO) โดยก๊าซทั้งสองชนิดนี้มักจะเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ก๊าซทั้งสองชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำ (water: H2O) และสารเคมีอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศเพื่อก่อให้เกิดกรดซัลฟิวริก (sulfuric acid: H2SO4), กรดไนตริก (nitric acid: HNO3) และสารมลพิษอื่น ๆ ก๊าซเหล่านี้มักจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีจะส่งผลทำให้อากาศอบอ้าวอากาศร้อนชื้นทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเมื่อไปโดนกับออกซิเจนอาจถูกกระแสลมพัดพาไปหลายร้อยกิโลเมตร และมักจะกลับสู่พื้นโลกโดยฝน หิมะ หมอก หรือแม้แต่ในรูปฝุ่นผงละออง
ความเสียหายอันเกิดมาจากฝนกรดได้แพร่ขยายไปทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝนกรดจะละลายปุ๋ยในดิน ทำให้พืชเติบโตช้า เมื่อไหลลงแหล่งน้ำ ก็จะทำให้แหล่งน้ำนั้น ๆ ไม่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ หรือแม้แต่ในเมืองเอง ฝนกรดก็ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ หรืออาจจะจับตัวรวมกับหมอกก่อให้เกิดหมอกควันพิษ (smog) ที่ทำอันตรายกับระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้หากมีมากถึงระดับหนึ่ง

การเกิดฝนกรด

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สาเหตุของโลกร้อน+

ปัจจุบันสภาพสิ่งแวดล้อมของว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อภูมิประเทศและภูมิอากาศบนโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากก๊าซพิษที่มีชื่อว่า "เรือนกระจก"
แบ่งได้ 6 ชนิด หลักๆด้วยกัน ดังนี้
1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไดออกไซด์ (CO2):
2.ก๊าซไนตรัสออกไซด์(N2O)
3.ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน(HFCS)
4.ก๊าซมีเทน(CH4)
5.เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน(PFCS)
6.ซัลเฟอร์เอกซะฟลูออไรด์(SF6)
7.ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน(CFCs)
เทคนิดการลดภาวะโลกร้อนในสถานที่ต่างๆ
ที่บ้าน
-ปิดโทรทัศน์เมื่อไม่มีคนดู หากเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้วันละ 1 ชั่วโมง พร้อมกัน 1 ล้านเครื่อง จะเสียค่าไฟรวมกันเดือนละ 8.25 ล้านบาท

-เลิกปิดโทรทัศน์ด้วยรีโมทคอนโทรล ถ้าปิดโทรทัศน์ด้วยรีโมทคอนโทรลพร้อมกัน 1 ล้านเครื่อง จะเสียค่าไฟรวมกันประมาณ เดือนละ 13.5 ล้านบาท

-เลือกใช้ตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 ใหม่ 2001 ซึ่งประหยัดไฟกว่าเบอร์ 5 เดิม ร้อยละ 20
ตั้งตู้เย็นห่างจากผนังทั้งด้านหลังและด้านข้างอย่างน้อย 15 ซม. จะช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น ประหยัดไฟได้ร้อยละ 39

-ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส เพิ่มอุณหภูมิขึ้น 1 องศา จะประหยัดค่าไฟได้ ร้อยละ 10

-ปิดเครื่องปรับอากาศเร็วขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง ถ้าทำพร้อมกัน 1 ล้านเครื่อง จะประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 52.5 ล้านบาท ต่อเดือน

-ปิดไฟเมื่อไม่ใช้
-เลือกใช้หลอดคอมแฟคฟลูออเรสเซนต์ชนิดที่มีบัลลาสต์ภายในขนาด 13 วัตต์ (หลอดตะเกียบ) แทนหลอดไส้ขนาด 60 วัตต์ ถ้าเปิดไฟวันละ 3 ชั่วโมง พร้อมกัน 1 ล้านหลอด จะช่วยประหยัดค่าไฟได้126.9 ล้านบาท ต่อเดือน

-ใช้เครื่องซักผ้าเมื่อมีเสื้อผ้ามากพอเหมาะกับพิกัดและน้ำหนักของเครื่อง
ที่ทำงานและโรงเรียน
-มีการตรวจประเมินการใช้พลังงานโดยผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้ทราบว่าสามารถประหยัดการใช้พลังงานในส่วนใดได้บ้าง

-ปิดจอคอมพิวเตอร์ระหว่างพักกลางวัน ทำพร้อมกัน 1 ล้านเครื่อง ประหยัดค่าไฟได้เดือนละ 3.15 ล้านบาท

-ใช้อุปกรณ์สำนักงานรุ่นที่ประหยัดพลังงาน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร พริ้นเตอร์ ถ้าเลือกใช้คอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานที่มีสัญลักษณ์ Energy Star พร้อมกัน 1 ล้านเครื่อง จะช่วยประหยัดค่าไฟได้เดือนละ 22.9 ล้านบาท

-ใช้กระดาษทั้ง 2หน้า เพื่อช่วยประหยัดพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระดาษ

-ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม 25 องศาเซลเซียสบริเวณที่ทำงานทั่วไป 24 องศาเซลเซียสบริเวณใกล้หน้าต่างกระจก และ 22 องศาเซลเซียส ในห้องคอมพิวเตอร์

-ปิดไฟเมื่อไม่ใช้
-เลือกใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน เช่น หลอดตะเกียบ หรือใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้

-ใช้แสงธรรมชาติช่วยในบริเวณที่ทำงานริมหน้าต่าง และระเบียงทางเดิน

-ตั้งโปรแกรมให้ลิฟต์หยุดชั้นเว้นชั้นเพื่อประหยัดพลังงาน
-เหลียวมองหาเพื่อนร่วมทางสักนิดก่อนปิดประตูลิฟต์
ระหว่างเดินทาง
-ศึกษาเส้นทางก่อนออกเดินทาง

-เลือกใช้การเดินหรือปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ แถมยังได้ออกกำลังกายไปในตัว
เดินทางเส้นทางเดียวกัน ไปด้วยกัน
-ใช้จักรยานเวลาไปไหนใกล้ๆ ช่วยให้หุ่นดีด้วย

-เลือกใช้บริการระบบขนส่งมวลชน เช่น รถประจำทาง รถไฟฟ้า รถไฟ

-ไม่ติดเครื่องรถระหว่างจอดรอ เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองน้ำมันแล้วยังปล่อยก๊าซพิษมากกว่าปกติถึง 5 เท่า
หมั่นตรวจสภาพเครื่องยนต์ ไส้กรองอากาศ และลมยาง อย่างสม่ำเสมอ
ไม่เร่งเครื่องยนต์ก่อนออกรถ
-ไม่บรรทุกของที่ไม่จำเป็น การบรรทุกของไม่จำเป็น 10 กิโลกรัม จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันขึ้นอีก 80 ซีซี. ปริมาณน้ำมันเท่านี้ สามารถทำให้รถวิ่งไปได้ 560 เมตร

ใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน