กมลกาญจน์ หมั่นงาน 5131006001
กมลพร ชายปรีชา 5131006002
จุฑาเกศ ชัยมณี 5131006015
ปฏิภรณ์ ขัติทะ 5131006047
ทัชชกร ศรีเรือง 5131006029
กมลวรรณ วงศ์ที 5131006003
ชานนท์ ไชยรันคำ 5131006022
นัญยา สามารถ 5131006211
รติยา พันธ์ทิพย์ 5131006214
เนติมา ไชยแก้ว 5131006044
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Environment news
ทส.พบรุกป่า 4 จังหวัดใต้ ส่วนใหญ่แผ้วถาง-เผาทิ้ง เตรียมทำสวนปาล์ม-ยางพารา ชี้ปัญหาผู้มีอิทธิพลลอบออกเอกสารสิทธิ์ สั่งตรวจสอบระดับพื้นที่ หาตัวผู้ครอบครองพื้นที่
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายพิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ โฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า หลังจากมีการแจ้งเบาะแสเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนในเขตจังหวัดระนองมาที่ ทส. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมด้วยนายสำราญ รักชาติ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ขึ้นบินสำรวจทางเฮลิคอปเตอร์ พบว่ามีการบุกรุกป่าใน 4 จังหวัดภาคใต้
ตั้งแต่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต รวมพื้นที่เบื้องต้นมากกว่า 700 ไร่ โดยส่วนใหญ่สภาพที่พบเห็นเป็นการบุกรุกแผ้วถางเพื่อเตรียมพื้นที่ บางส่วนมีร่องรอยการไถพื้นที่ป่าชั้นล่าง ตัดต้นไม้ และมีการปลูกสวนยาง และปาล์มน้ำมัน
และบางจุดพบร่องรอยการเผา โดยเฉพาะบริเวณป่าสงวนแม่นางขาว จังหวัดพังงา มีพื้นที่ถูกเผาประมาณ 200 ไร่
นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่สามารถสรุปการบุกรุก ดังนี้ จังหวัดสุราษฎร์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง อำเภอท่าชนะ พบรุกที่ป่ากระจายเป็นจุดๆ ตั้งแต่ระดับ 20 ไร่ 50 ถึง 100 ไร่
นอกจากนี้ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา พบมีการบุกรุกบริเวณขอบพื้นที่เล็กน้อย ส่วนแถบพื้นที่จังหวัดระนอง ในจุดที่ได้รับการร้องเรียน มีการบุกรุกถมป่าชายเลนบริเวณปากน้ำบ้านเขาใหญ่ และบ้านหินช้าง โดยมีการตักดินมาถมที่ป่าชายเลน
ทั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่ามีเอกสารสิทธิ์ แต่คาดว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพล รวมทั้งป่าชายเลนกะเปอร์ มีการบุกรุกเช่นกัน
ที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว และป่ารอยต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี และระนอง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ มีพื้นที่นับร้อยไร่ ที่ถูกรุกทำสงวนปาล์มและสวนยางพารา
“ส่วนแถบพังงา ตั้งแต่พื้นที่เทือกเขาศรีพังงา ป่าชายเลนคุระบุรี ทับละมุ รวมทั้งที่อุทยานแห่งชาติเขาหลักลำลู่ เขาบ้านน้ำเค็มและแถวท้ายเหมือง มีปัญหาบุกรุกเช่นกัน
"เบื้องต้นมีการทำพิกัด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบในระดับพื้นที่ และหาตัวผู้ครอบครองแล้ว
"อย่างไรก็ตาม การที่ได้บินสำรวจทำให้พบว่าปัญหาป่าที่ถูกบุกรุกมีมาก และหลังสงกรานต์จะ บินตรวจป่าในแถบรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะแถวเขาอ่างฤาไน และป่าทางภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดเลย ซึ่งมีการส่งข้อร้องเรียนมายังตู้ ปณ. 333 ของทส. ด้วย” นายพิเชษญ์ กล่าว
นายพิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้จะยังไม่ระบุว่าเป็นความผิดของใคร แต่เมื่อรัฐมนตรีได้เห็นปัญหาด้วยตัวเองแล้ว จึงสั่งการให้ออกตรวจสอบ และหาตัวคนที่ทำผิด รวมทั้งรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์ โดยคดีที่พื้นที่ไม่สามารถดูแลเองได้ จะประสานกับทางตำรวจ ทหารให้ช่วยสนับสนุน
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายพิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ โฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า หลังจากมีการแจ้งเบาะแสเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนในเขตจังหวัดระนองมาที่ ทส. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมด้วยนายสำราญ รักชาติ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ขึ้นบินสำรวจทางเฮลิคอปเตอร์ พบว่ามีการบุกรุกป่าใน 4 จังหวัดภาคใต้
ตั้งแต่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต รวมพื้นที่เบื้องต้นมากกว่า 700 ไร่ โดยส่วนใหญ่สภาพที่พบเห็นเป็นการบุกรุกแผ้วถางเพื่อเตรียมพื้นที่ บางส่วนมีร่องรอยการไถพื้นที่ป่าชั้นล่าง ตัดต้นไม้ และมีการปลูกสวนยาง และปาล์มน้ำมัน
และบางจุดพบร่องรอยการเผา โดยเฉพาะบริเวณป่าสงวนแม่นางขาว จังหวัดพังงา มีพื้นที่ถูกเผาประมาณ 200 ไร่
นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่สามารถสรุปการบุกรุก ดังนี้ จังหวัดสุราษฎร์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง อำเภอท่าชนะ พบรุกที่ป่ากระจายเป็นจุดๆ ตั้งแต่ระดับ 20 ไร่ 50 ถึง 100 ไร่
นอกจากนี้ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา พบมีการบุกรุกบริเวณขอบพื้นที่เล็กน้อย ส่วนแถบพื้นที่จังหวัดระนอง ในจุดที่ได้รับการร้องเรียน มีการบุกรุกถมป่าชายเลนบริเวณปากน้ำบ้านเขาใหญ่ และบ้านหินช้าง โดยมีการตักดินมาถมที่ป่าชายเลน
ทั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่ามีเอกสารสิทธิ์ แต่คาดว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพล รวมทั้งป่าชายเลนกะเปอร์ มีการบุกรุกเช่นกัน
ที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว และป่ารอยต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี และระนอง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ มีพื้นที่นับร้อยไร่ ที่ถูกรุกทำสงวนปาล์มและสวนยางพารา
“ส่วนแถบพังงา ตั้งแต่พื้นที่เทือกเขาศรีพังงา ป่าชายเลนคุระบุรี ทับละมุ รวมทั้งที่อุทยานแห่งชาติเขาหลักลำลู่ เขาบ้านน้ำเค็มและแถวท้ายเหมือง มีปัญหาบุกรุกเช่นกัน
"เบื้องต้นมีการทำพิกัด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบในระดับพื้นที่ และหาตัวผู้ครอบครองแล้ว
"อย่างไรก็ตาม การที่ได้บินสำรวจทำให้พบว่าปัญหาป่าที่ถูกบุกรุกมีมาก และหลังสงกรานต์จะ บินตรวจป่าในแถบรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะแถวเขาอ่างฤาไน และป่าทางภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดเลย ซึ่งมีการส่งข้อร้องเรียนมายังตู้ ปณ. 333 ของทส. ด้วย” นายพิเชษญ์ กล่าว
นายพิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้จะยังไม่ระบุว่าเป็นความผิดของใคร แต่เมื่อรัฐมนตรีได้เห็นปัญหาด้วยตัวเองแล้ว จึงสั่งการให้ออกตรวจสอบ และหาตัวคนที่ทำผิด รวมทั้งรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์ โดยคดีที่พื้นที่ไม่สามารถดูแลเองได้ จะประสานกับทางตำรวจ ทหารให้ช่วยสนับสนุน
วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
วิกฤตการณ์โลกร้อน
นานเท่าไหร่ที่คนเราไม่ยอมมองย้อนกลับมาดูตัวเอง กลับมามองดูว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้างในแต่ลัววินาที แต่ละชั่วโมง แต่ละวัน
ถ้าทุก ๆ คนลองมองย้อนดูตัวเอง ย้อนถามตัวเองว่าในแต่ละวันเราทำอะไรลงไปบ้าง โลกของเราจะไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความวุ่นวายเหมือนกับทุกวันนี้ ทุก ๆ ครั้งที่เกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของโลกก็ตาม มนุษย์ทุกคนจะไม่เคยโทษตัวเองก่อนเลย จะหาว่าสิ่งนู้นผิด สิ่งนี้ผิด แต่ตัวเองไม่เคยผิด
ทุกวันนี้โลกของเราเกิดวุ่นวายไปหมด ทั้งเกิดจากความโลภของมนุษย์ และเกิดจากภัยธรรมชาติ แต่สิ่งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ มิได้มาจากการลิขิตของธรรมชาติ แต่มาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งนั้น ซึ้งเป็นการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม
การกระทำทางตรงที่มนุษย์ได้กระทำ ก็อย่างเช่น การตัดไม้ ที่ทำเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ที่จะนำเอาไปทำนู้น ทำนี้ หรือจะเป็นการเผาป่า ก็เช่นกัน เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์
การกระทำทางอ้อม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ อาจจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทุกคนไม่ได้กระทำ เพราะกิจวัตรประจำวันของทุกคนที่ดำเนินอยู่ในทุกๆวัน ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการทำร้าย และทำลายธรรมชาติทั้งสิ้น เช่น ระหว่างการนอน ถ้าคุณเปิดเครื่องรับอากาศ นั้นก็แสดงว่าคุณได้ทำร้ายโลกแล้ว และยิ่งแย่ไปกันใหญ่ถ้าคุณเปิดเครื่องปรับอากาศ ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส หรือการกระทำหมู่ อย่างเช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยมลพิษออกมายังไม่หยุดไม่สิ้น และเป็นสาเหตุหลักที่โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กน้อย ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายทีมนุษย์ทุกคนยังไม่ได้รับรู้ว่า โลกของเรากำลังจะโดนกระทำอะไรอีกมากมาย หรือบางอย่างทุกคนก็รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ร่วมกันแก้ไข
"เมื่อไหร่เล่าที่ทุกคนจะหันหน้ามาร่วมกันแก้ไข ให้โลกของเราหมดซึ่งปัญหาต่างๆนานา"
ถ้าทุก ๆ คนลองมองย้อนดูตัวเอง ย้อนถามตัวเองว่าในแต่ละวันเราทำอะไรลงไปบ้าง โลกของเราจะไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความวุ่นวายเหมือนกับทุกวันนี้ ทุก ๆ ครั้งที่เกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของโลกก็ตาม มนุษย์ทุกคนจะไม่เคยโทษตัวเองก่อนเลย จะหาว่าสิ่งนู้นผิด สิ่งนี้ผิด แต่ตัวเองไม่เคยผิด
ทุกวันนี้โลกของเราเกิดวุ่นวายไปหมด ทั้งเกิดจากความโลภของมนุษย์ และเกิดจากภัยธรรมชาติ แต่สิ่งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ มิได้มาจากการลิขิตของธรรมชาติ แต่มาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งนั้น ซึ้งเป็นการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม
การกระทำทางตรงที่มนุษย์ได้กระทำ ก็อย่างเช่น การตัดไม้ ที่ทำเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ที่จะนำเอาไปทำนู้น ทำนี้ หรือจะเป็นการเผาป่า ก็เช่นกัน เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์
การกระทำทางอ้อม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ อาจจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทุกคนไม่ได้กระทำ เพราะกิจวัตรประจำวันของทุกคนที่ดำเนินอยู่ในทุกๆวัน ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการทำร้าย และทำลายธรรมชาติทั้งสิ้น เช่น ระหว่างการนอน ถ้าคุณเปิดเครื่องรับอากาศ นั้นก็แสดงว่าคุณได้ทำร้ายโลกแล้ว และยิ่งแย่ไปกันใหญ่ถ้าคุณเปิดเครื่องปรับอากาศ ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส หรือการกระทำหมู่ อย่างเช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยมลพิษออกมายังไม่หยุดไม่สิ้น และเป็นสาเหตุหลักที่โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กน้อย ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายทีมนุษย์ทุกคนยังไม่ได้รับรู้ว่า โลกของเรากำลังจะโดนกระทำอะไรอีกมากมาย หรือบางอย่างทุกคนก็รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ร่วมกันแก้ไข
"เมื่อไหร่เล่าที่ทุกคนจะหันหน้ามาร่วมกันแก้ไข ให้โลกของเราหมดซึ่งปัญหาต่างๆนานา"
วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
มลพิษทางอากาศ
ภาวะมลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3) ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นแผนภูมิความสัม มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3) ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นลำดับความสัมพันธ์ดังนี้
แหล่งสารพิษ (Emission sources)-> บรรยากาศ(Atmospere) ->ผู้รับผลกระทบ(Receptors)
1) แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ (Emission Sources)เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู๋กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ
(2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere)เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ
(3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors)เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส
จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง
มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3) ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นแผนภูมิความสัม มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3) ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นลำดับความสัมพันธ์ดังนี้
แหล่งสารพิษ (Emission sources)-> บรรยากาศ(Atmospere) ->ผู้รับผลกระทบ(Receptors)
1) แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ (Emission Sources)เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู๋กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ
(2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere)เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ
(3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors)เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส
จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง
ผลกระทบจากฝนกรด
ผลกระทบที่มีต่อดิน
ฝนกรดจะทำการละลายและพัดพาปุ๋ยและสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของต้นไม้ไป นอกจากนี้แล้วอาจจะยังละลายสารพิษอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในดิน เช่นอะลูมิเนียม (aluminum: Al) และปรอท (mercury: Hg) โดยพัดพาสารเหล่านี้ลงไปในแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดอันตรายกับระบบนิเวศน์ในน้ำต่อไป
ผลกระทบที่มีต่อต้นไม้
นอกจากต้นไม้จะได้รับผลกระทบจากการที่สารอาหารในดินถูกชะล้างไปแล้ว ฝนกรดเหล่านี้ยังเป็นอันตรายต่อใบของพืชด้วย โดยการกัดกร่อนใบ ทำให้เกิดรูโหว่ ทำให้พืชขาดความสามารถในการผลิตอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis: ความสามารถในการสร้างอาหารของพืชโดยใช้น้ำ ออกซิเจน และแสงเป็นวัตถุดิบ) นอกจากนี้แล้วเชื้อโรคต่าง ๆ อาจทำอันตรายกับพืชได้โดยเข้าผ่านทางแผลที่ใบ ทำให้ต้นไม้อ่อนแอต่อสภาวะอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความเย็น หรือความแห้งแล้ง
ผลกระทบต่อการเกษตร
สำหรับปัญหากับพืชผลทางการเกษตรถือได้ว่าน้อยกว่าที่พืชในป่าทั่วไปได้รับ เพราะโดยทั่วไปปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรมีความสามารถในการรองรับกรดได้มากกว่าปกติเล็กน้อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรตรวจตราสภาพของดินอย่างสม่ำเสมอ หากบางพื้นที่ประสบปัญหาสภาพดินเป็นกรด สามารถเติมปูนขาวลงไปในดินเพื่อให้เกิดสมดุลได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ การเจริญเติบโตของพืชจะไม่ออกมาเป็นไปตามธรรมชาติจะมีการขยายพันธ์ที่รวดเร็วเกินไปเป็นจำนวนมากคล้ายกับห่วงโซ่อาหาร
ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ
เมื่อฝนกรดตกลงมาและถูกดูดซึมลงสู่แหล่งน้ำต่าง ๆ ได้โดยง่าย น้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติทั่วไป มักเป็นกรดอ่อน ๆ หรือเบสอ่อน ๆ โดยค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 6 – 8 อย่างไรก็ตามฝนกรดอาจทำให้ค่า pH ในแหล่งน้ำบางแหล่งลดลงต่ำกว่านั้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำนั้น ๆ รวมไปถึงความสามารถในการละลายออกซิเจนในน้ำที่ลดน้อยลง เมื่อน้ำไม่สามารถละลายออกซิเจนไว้ได้ สิ่งมีชีวิตใต้น้ำก็ไม่สามารถหายใจได้ตามปกติจึงต้องล้มตายไป ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงกับระบบนิเวศน์ โดยสิ่งมีชีวิตทั่วไปจะเริ่มล้มตายเมื่อค่า pH เริ่มลดลงต่ำกว่า 6.0 ไข่ปลาจะไม่สามารถฟักออกเป็นตัวได้เมื่อค่า pH ลดลงถึง 5.0 และเมื่อใดก็ตามที่ค่า pH ของน้ำลดลงต่ำกว่า 4.5 แหล่งน้ำนั้นจะไม่สามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ได้อีก
สัตว์บกเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากแหล่งน้ำที่เป็นกรด หอยทากที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่เป็นกรดจะเกิดปัญหากับเปลือกหอยของมัน ทำให้เปลือกไม่แข็งแรง และเมื่อนกกินหอยทากเหล่านี้เข้าไป ส่งผลให้นกขาดสารแคลเซียม ก่อให้เกิดปัญหาเปลือกไข่บางในนกบางชนิดอีกด้วย
ผลกระทบที่มีต่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์
ฝนกรดอาจทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปูนที่ถูกฝนกรดละลายออกมา ทำให้เกิดความเสียหายที่ยากจะซ่อมแซมได้ในบางกรณี ซึ่งสิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในการปกป้องสิ่งปลูกสร้างเก่า ๆ และสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เช่น วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) เป็นต้น
ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์
แหล่งน้ำที่เป็นกรดไม่ก่อให้เกิดปัญหากับมนุษย์เท่าไรนัก ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะว่ายน้ำในทะเลสาบที่เป็นกรด แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเป็นกรดของน้ำ หากแต่เป็นเพราะสารพิษที่ละลายมาจากดินลงสู่แหล่งน้ำต่างหาก ในสวีเดน มีทะเลสาบมากกว่าหนึ่งหมื่นแห่งที่ได้รับผลกระทบจากฝนกรด ทำให้มีสารปรอทละลายอยู่เป็นจำนวนมาก ประชาชนบริเวณแถบนั้นได้รับการเตือนโดยทางการไม่ให้รับประทานปลาที่จับมาจากแหล่งน้ำเหล่านั้น
สำหรับในอากาศ กรดเหล่านี้อาจรวมตัวกับสารเคมีอื่น ๆ ก่อให้เกิดหมอกควันที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและทำให้หายใจได้ลำบาก โดยเฉพาะกับคนที่มีโรคหอบหืด หรือโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ อยู่แล้ว อาการอาจกำเริบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
ฝนกรดจะทำการละลายและพัดพาปุ๋ยและสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของต้นไม้ไป นอกจากนี้แล้วอาจจะยังละลายสารพิษอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในดิน เช่นอะลูมิเนียม (aluminum: Al) และปรอท (mercury: Hg) โดยพัดพาสารเหล่านี้ลงไปในแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดอันตรายกับระบบนิเวศน์ในน้ำต่อไป
ผลกระทบที่มีต่อต้นไม้
นอกจากต้นไม้จะได้รับผลกระทบจากการที่สารอาหารในดินถูกชะล้างไปแล้ว ฝนกรดเหล่านี้ยังเป็นอันตรายต่อใบของพืชด้วย โดยการกัดกร่อนใบ ทำให้เกิดรูโหว่ ทำให้พืชขาดความสามารถในการผลิตอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis: ความสามารถในการสร้างอาหารของพืชโดยใช้น้ำ ออกซิเจน และแสงเป็นวัตถุดิบ) นอกจากนี้แล้วเชื้อโรคต่าง ๆ อาจทำอันตรายกับพืชได้โดยเข้าผ่านทางแผลที่ใบ ทำให้ต้นไม้อ่อนแอต่อสภาวะอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความเย็น หรือความแห้งแล้ง
ผลกระทบต่อการเกษตร
สำหรับปัญหากับพืชผลทางการเกษตรถือได้ว่าน้อยกว่าที่พืชในป่าทั่วไปได้รับ เพราะโดยทั่วไปปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรมีความสามารถในการรองรับกรดได้มากกว่าปกติเล็กน้อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรตรวจตราสภาพของดินอย่างสม่ำเสมอ หากบางพื้นที่ประสบปัญหาสภาพดินเป็นกรด สามารถเติมปูนขาวลงไปในดินเพื่อให้เกิดสมดุลได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ การเจริญเติบโตของพืชจะไม่ออกมาเป็นไปตามธรรมชาติจะมีการขยายพันธ์ที่รวดเร็วเกินไปเป็นจำนวนมากคล้ายกับห่วงโซ่อาหาร
ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ
เมื่อฝนกรดตกลงมาและถูกดูดซึมลงสู่แหล่งน้ำต่าง ๆ ได้โดยง่าย น้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติทั่วไป มักเป็นกรดอ่อน ๆ หรือเบสอ่อน ๆ โดยค่า pH จะอยู่ที่ประมาณ 6 – 8 อย่างไรก็ตามฝนกรดอาจทำให้ค่า pH ในแหล่งน้ำบางแหล่งลดลงต่ำกว่านั้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำนั้น ๆ รวมไปถึงความสามารถในการละลายออกซิเจนในน้ำที่ลดน้อยลง เมื่อน้ำไม่สามารถละลายออกซิเจนไว้ได้ สิ่งมีชีวิตใต้น้ำก็ไม่สามารถหายใจได้ตามปกติจึงต้องล้มตายไป ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงกับระบบนิเวศน์ โดยสิ่งมีชีวิตทั่วไปจะเริ่มล้มตายเมื่อค่า pH เริ่มลดลงต่ำกว่า 6.0 ไข่ปลาจะไม่สามารถฟักออกเป็นตัวได้เมื่อค่า pH ลดลงถึง 5.0 และเมื่อใดก็ตามที่ค่า pH ของน้ำลดลงต่ำกว่า 4.5 แหล่งน้ำนั้นจะไม่สามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ได้อีก
สัตว์บกเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากแหล่งน้ำที่เป็นกรด หอยทากที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่เป็นกรดจะเกิดปัญหากับเปลือกหอยของมัน ทำให้เปลือกไม่แข็งแรง และเมื่อนกกินหอยทากเหล่านี้เข้าไป ส่งผลให้นกขาดสารแคลเซียม ก่อให้เกิดปัญหาเปลือกไข่บางในนกบางชนิดอีกด้วย
ผลกระทบที่มีต่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์
ฝนกรดอาจทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปูนที่ถูกฝนกรดละลายออกมา ทำให้เกิดความเสียหายที่ยากจะซ่อมแซมได้ในบางกรณี ซึ่งสิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในการปกป้องสิ่งปลูกสร้างเก่า ๆ และสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เช่น วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) เป็นต้น
ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์
แหล่งน้ำที่เป็นกรดไม่ก่อให้เกิดปัญหากับมนุษย์เท่าไรนัก ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะว่ายน้ำในทะเลสาบที่เป็นกรด แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเป็นกรดของน้ำ หากแต่เป็นเพราะสารพิษที่ละลายมาจากดินลงสู่แหล่งน้ำต่างหาก ในสวีเดน มีทะเลสาบมากกว่าหนึ่งหมื่นแห่งที่ได้รับผลกระทบจากฝนกรด ทำให้มีสารปรอทละลายอยู่เป็นจำนวนมาก ประชาชนบริเวณแถบนั้นได้รับการเตือนโดยทางการไม่ให้รับประทานปลาที่จับมาจากแหล่งน้ำเหล่านั้น
สำหรับในอากาศ กรดเหล่านี้อาจรวมตัวกับสารเคมีอื่น ๆ ก่อให้เกิดหมอกควันที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและทำให้หายใจได้ลำบาก โดยเฉพาะกับคนที่มีโรคหอบหืด หรือโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ อยู่แล้ว อาการอาจกำเริบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
ฝนกรดคืออะไร
What is acid rain?
ฝนกรด (ภาษาอังกฤษ: acid rain) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเกิดเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดมาจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไปของมนุษย์ โดยฝนกรดก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ต่อสภาพแวดล้อมมากมาย
ฝนกรดเป็นผลมาจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide: SO2) และไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogen oxide: NO) โดยก๊าซทั้งสองชนิดนี้มักจะเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ก๊าซทั้งสองชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำ (water: H2O) และสารเคมีอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศเพื่อก่อให้เกิดกรดซัลฟิวริก (sulfuric acid: H2SO4), กรดไนตริก (nitric acid: HNO3) และสารมลพิษอื่น ๆ ก๊าซเหล่านี้มักจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีจะส่งผลทำให้อากาศอบอ้าวอากาศร้อนชื้นทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเมื่อไปโดนกับออกซิเจนอาจถูกกระแสลมพัดพาไปหลายร้อยกิโลเมตร และมักจะกลับสู่พื้นโลกโดยฝน หิมะ หมอก หรือแม้แต่ในรูปฝุ่นผงละออง
ความเสียหายอันเกิดมาจากฝนกรดได้แพร่ขยายไปทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝนกรดจะละลายปุ๋ยในดิน ทำให้พืชเติบโตช้า เมื่อไหลลงแหล่งน้ำ ก็จะทำให้แหล่งน้ำนั้น ๆ ไม่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ หรือแม้แต่ในเมืองเอง ฝนกรดก็ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ หรืออาจจะจับตัวรวมกับหมอกก่อให้เกิดหมอกควันพิษ (smog) ที่ทำอันตรายกับระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้หากมีมากถึงระดับหนึ่ง
ฝนกรด (ภาษาอังกฤษ: acid rain) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเกิดเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดมาจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไปของมนุษย์ โดยฝนกรดก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ต่อสภาพแวดล้อมมากมาย
ฝนกรดเป็นผลมาจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide: SO2) และไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogen oxide: NO) โดยก๊าซทั้งสองชนิดนี้มักจะเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ก๊าซทั้งสองชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำ (water: H2O) และสารเคมีอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศเพื่อก่อให้เกิดกรดซัลฟิวริก (sulfuric acid: H2SO4), กรดไนตริก (nitric acid: HNO3) และสารมลพิษอื่น ๆ ก๊าซเหล่านี้มักจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีจะส่งผลทำให้อากาศอบอ้าวอากาศร้อนชื้นทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเมื่อไปโดนกับออกซิเจนอาจถูกกระแสลมพัดพาไปหลายร้อยกิโลเมตร และมักจะกลับสู่พื้นโลกโดยฝน หิมะ หมอก หรือแม้แต่ในรูปฝุ่นผงละออง
ความเสียหายอันเกิดมาจากฝนกรดได้แพร่ขยายไปทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝนกรดจะละลายปุ๋ยในดิน ทำให้พืชเติบโตช้า เมื่อไหลลงแหล่งน้ำ ก็จะทำให้แหล่งน้ำนั้น ๆ ไม่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ หรือแม้แต่ในเมืองเอง ฝนกรดก็ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ หรืออาจจะจับตัวรวมกับหมอกก่อให้เกิดหมอกควันพิษ (smog) ที่ทำอันตรายกับระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้หากมีมากถึงระดับหนึ่ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)